แม้ MTC จะมีประเด็นลบเข้ามาประปรายตลอดเวลา แต่หลังจากประกาศผลประกอบการออกมา กลับไม่ได้ทำให้กำไรสุทธิของหุ้นตัวนี้ชะลอลงไปเลย ดังนั้นผลประกอบการไตรมาส 2/63 ที่นักวิเคราะห์มองกันว่าจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เต็มที่ แต่จริงๆแล้วอาจมีปัจจัยบวกมาหนุนให้กำไรทำนิวไฮต่อเนื่องก็เป็นได้?
*** กำไรออกมาดีกว่าที่คาดอีกครั้ง
ราคาหุ้นของ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ที่กระโดดขึ้นมาแตะจุดสูงสุดรอบเช้าที่ 46.50 บาท ไม่ได้เป็นเพียงเพราะภาวะตลาดหุ้นหนุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 1/63 ออกมาดีกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์คาดกันไว้อีกครั้ง โดยทำกำไรสุทธิไปได้ที่ 1,237 ล้านบาท โต +23.1% YoY ทำสถิติสูงสุดใหม่รายไตรมาส
โดยที่ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)หยวนต้า(ประเทศไทย) ยอมรับว่า MTC ทำกำไรไปได้ดีกว่าที่คาดด้วยปัจจัยบวกดังนี้
1) รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิโต +24.2%YoY หลังพอร์ตสินเชื่อขยายตัวได้ดีที่ +23.9%YoY ขณะที่ NIM ยังสามารถประคองตัวได้ที่ระดับ 18.9% ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
2) รายที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโต +7.9%YoY ส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับขึ้นสอดคล้องกับจำนวนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
3) ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้ลดลง 46.6% YoY ซึ่งเป็นผลจากการปรับใช้มาตรฐานบัญชี TFRS9 ครั้งแรก ทำให้มีการกลับสำรองส่วนเกินบางส่วนเข้ามาในไตรมาสนี้
โดยราคาหุ้น MTC ปิดตลาดรอบเช้าวันนี้ไปที่ 45.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.56% มูลค่าการซื้อขาย 315.52 ล้านบาท
*** คุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มแย่ลงอีกใน Q2/63
แม้กำไรสุทธิจะทำได้ดีกว่าที่คาด แต่ตลาดก็ยังคงไม่ไว้ใจหุ้น MTC ง่ายๆ โดยเฉพาะงบไตรมาส 1/63 ที่ฟ้องว่าตัวเลข NPL เพิ่มขึ้นอย่างมาก บล.เคจีไอ ระบุว่า NPL ของ MTC ในไตรมาส 1/63 อยู่ที่ 738 ล้านบาท (+18% QoQ, +40% YoY) โดยสัดส่วน NPL อยู่ที่ 1.2% ของสินเชื่อรวม
ทั้งนี้จากตัวเลขสำรองหนี้เสียของไตรมาสนี้เราประมาณว่า MTC ได้มีการตัดหนี้สูญไปประมาณ >300 ล้านบาท และมีการจัดชั้นสินเชื่อปรับโครงสร้าง (TDR) เป็นสินเชื่อปกติ ซึ่งหากนำหนี้เสียเหล่านี้กลับมารวมคำนวณด้วย จะทำให้เห็นว่า NPL ได้เพิ่มสูงมากในไตรมาสนี้ แต่แม้ว่า NPL จะมีสัญญาณเพิ่มขึ้น แต่บริษัทกลับตั้งสำรองฯหนี้เสียลดลงเหลือแค่ 63 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นผลให้สัดส่วนสำรองฯ/หนี้เสีย ( NPL coverage) จึงลดลงอย่างมากเหลือแค่ประมาณ 200% เท่านั้น (จาก 276% ในไตรมาส 4/62)
ดังนั้นในไตรมาส 2/63 คุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มแย่ลงอีก บริษัทได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหาจากโควิด-19 จำนวน 3 แบบ ซึ่งจะกระทบกับผลตอบแทนสินเชื่อ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น และ คุณภาพสินทรัพย์แย่ลง ทั้งนี้ เราคาดว่าลูกหนี้ประมาณ 30-35% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด เข้าร่วมรับมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งลูกหนี้เหล่านี้บางส่วนมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น NPL ในอนาคต ทั้งนี้ เราเป็นห่วงสินเชื่อไม่มีหลักประกัน (P-loan และ Nano Finance) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 20% ของสินเชื่อรวม เพราะเป็นกลุ่มสินเชื่อที่เปราะบางมากต่อหนี้เสียมากที่สุด
*** ซอฟท์โลนจากออมสิน อาจช่วยลดความเสี่ยงปัญหา NPL
บล.เอเชีย เวลท์ ระบุว่า MTC อาจมีปัจจัยกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง อันเนื่องมาจากมาตรการผ่อนปรนสำหรับช่วยเหลือลูกหนี้ กระทบกับไตรมาส 2/63 แต่ MTC ยังมีปัจจัยหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังเป็นขาลง ซึ่งจะหนุนให้ต้นทุนทางการเงินต่ำลง รวมถึงการขอ Soft Loan จากธนาคารออมสินที่มีดอกเบี้ย 2% จะเป็นอีกปัจจัยช่วยหนุนต้นทุนต่ำลง และช่วยลดความเสี่ยงปัญหาหนี้ NPL ด้วย
ส่วนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของรัฐบาล MTC จะได้รับผลกระทบจำกัด มีเพียงมาตรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลที่ไม่มีหลักประกันจาก 25% เป็น 22% ที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง อย่างไรก็ตามพอร์ตสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักทรัพย์คิดเป็นเพียง 10% ของพอร์ตทั้งหมดของบริษัท ทำให้ปัจจัยดังกล่าวจะกระทบประมาณการกำไรสุทธิของเราเพียง 3.8% ในขณะที่มาตรการอื่นเราเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบ
*** ผลงานไตรมาส 2-3/63 น่าจะอ่อนแอลง แต่มีความเสี่ยงน้อยกว่าคู่แข่ง
บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) คาดผลการดำเนินงานของ MTC จะอ่อนตัวลงในช่วงไตรมาส 2 - 3/63 หลังได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมืองเพื่อลดการแพร่ระบาดของ โควิด-19 อย่างไรก็ดีแม้เราคาด Asset Yield ของ MTC มีแนวโน้มแย่ลง หลังดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ
แต่เรามองว่าผลด้านลบจะไม่มากเท่ากลุ่มแบงก์ เพราะบริษัทมีการลดดอกเบี้ยจ่ายให้ลูกหนี้เพียงกลุ่มน้อยเท่านั้น ส่วนลูกหนี้ส่วนใหญ่ที่ขอเข้าโครงการช่วยเหลือลูกหนี้จะได้รับการช่วยเหลือโดยลดเงินผ่อนชำระรายเดือนราว 30% นาน 6 เดือน ซึ่งบริษัทยังสามารถรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากกลุ่มลูกหนี้ที่เข้าโครงการดังกล่าวได้ตามปกติ ส่วนต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มลดลงตามแผนออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิมที่มีดอกเบี้ยจ่ายสูงราว 15,000 ลบ. ในปีนี้ เราจึงคาด NIM ของ MTC จะไม่ลดลงมากจากปีก่อน (เราคาด NIM ปี 2563 ที่ 18.75%)
*** ทั้งปี 63 กำไรสุทธิยังทำนิวไฮได้ต่อเนื่อง
แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าผลประกอบการไตรมาส 2 - 3/63 มีโอกาสที่จะแผ่วลง แต่ด้วยผลกระทบที่ไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิดจึงทำให้กำไรสุทธิทั้งปี 63 จะยังโตทำนิวไฮได้ต่อในช่วง 4,500 - 5,000 ล้านบาท ดังนี้
| บล. |
กำไรสุทธิ(ลบ.) |
เปลี่ยนแปลงYoY |
ราคาเหมาะสม |
| เคทีบี |
4,550 |
+7% |
52 |
| หยวนต้า |
4,608 |
+8.7% |
54 |
| ฟิลลิป |
4,900 |
+16.2% |
55.50 |
| ดีบีเอส วิคเคอร์ส |
5,000 |
+18% |
58 |
ซึ่งหากพิจารณาด้วยความปลอดภัยสูงๆ นักลงทุนอาจมองกรอบกำไรสุทธิไว้ในระดับต่ำ - กลางได้ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ ซึ่งหมายความว่าจะเหลืออัพไซด์อยู่ไม่มากเช่นกัน
จากราคาหุ้นที่แกว่งตัวในช่วงเช้าวันนี้แม้งบจะออกมาดีกว่าคาด ก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่านักลงทุนยังไม่วางใจในหุ้น MTC นัก เพราะด้วยประเด็น NPL และการปล่อยสินเชื่อที่อาจชะลอลงในช่วงโควิด-19 แม้จะมีประเด็นต้นทุนการเงินต่ำก็ตาม ดังนั้นหากราคายังแกว่งตัวเช่นนี้ การรอดูความชัดเจนของงบไตรมาส 2/63 คงเป็นเรื่่องที่ดีกว่า !
0 Response to "MTC งบโค้งแรกโตเกินคาด...แต่ทั้งปีเสี่ยงหลุดเป้านิวไฮ! - efinanceThai"
Post a Comment